วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561

คุณสมบัติของพลาสติก


คุณสมบัติของพลาสติกประเภทต่างๆ
พลาสติกแต่ละชนิดประเภท มีหลากหลายคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยสามารถนำไปใช้งานได้ต่างวัตถุประสงค์และความเหมาะสม การพิจารณาเลือกใช้พลาสติกเป็นสิ่งที่สำคัญ ทั้งนี้ควรเลือกพิจารณาจากคุณสมบัติของพลาสติกแต่ละประเภท ดังนี้
poly

คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิเอทิลีน (POLYETHYLENE)
โปร่งแสง โดยทั่วไป PE ที่มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นจะมีความใสลดลง LDPE ต่างจาก LDPE ที่มีความมันวาวมากกว่า
นิ่มและยืดหยุ่น
มีความเหนียวสูง
มีความทนทานต่อสารเคมีจำพวกกรด ด่างได้ดี แต่ถ้าเป็นตัวทำลาย ฟิล์ม LDP และ MDPE จะทนทานได้ปานกลาง ในขณะที่ฟิล์ม HDPE จะทนทานได้ดีกว่า
ดูดซึมน้ำได้ต่ำมาก
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดี
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ต่ำ (HDPE จะป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ดีกว่า)
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ต่ำ (HDPE จะป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดีกว่า)
ปิดผนึกด้วยความร้อนได้ดี (ยกเว้น HDPE) LDPE ปิดผนึกที่อุณหภูมิ 122 - 155 องศาเซลเซียส
ใช้ได้เหมาะสมกับอุณหภูมิตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียส ถึง 80 องศาเซลเซียส (ยกเว้น HDPE สามารถใช้ได้ถึง 120 องศสเซลเซียส
มีความคงรูปต่ำ (HDPE จะคงรูปได้ดีกว่า)
มีความปลอดภัย สามารถใช้กับอาหารและยาได้
คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิโพรพิลีน (POLYPROPYLENE)
โปร่งใส มีผิวหน้าเป็นมันวาว ฝุ่นไม่เกาะติดง่าย
มีความเหนียว
มีความทนทานต่อสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นกรด ด่าง ตัวทำลาย
ดูดซึมน้ำได้ต่ำมาก
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดี (ฟิล์ม OPP จะดีกว่า CPP)
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ต่ำ (ฟิล์ม OPP จะดีกว่า CPP)
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดี
ฟิล์ม OPP จะปิกผนึกด้วยความร้อนได้ที่อุณหภูมิ 135 - 150 องศาเซลเซียส ส่วนฟิล์ม OPP จะปิดผนึกด้วยความร้อนไมได้เพราะเกิดการหดตัวของฟิล์ม
ทนทานต่อความร้อนได้สูง สามารถใช้งานในอุณหภูมิสูงถึง 120 องศาเซลเซียส
ฟิล์ม CPP ไม่ทนทานต่อการใช้งานที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เพราะจะกรอบแตก แต่ฟิล์ม OPP สามารถใช้ได้กับอุณหภูมิต่ำถึง 40 องศสเซเซียส
มีความต้านทานการขีดข่วนสูง
มีความทนทานต่อการพับ
มีความคงรูป
มีความปลอดภัย สามารถใช้กับอาหารและยาได้
คุณสมบัต ฟิล์มโพลิไวนิลคลอไรต์ (POLYVINYLCHLORIDE : U)
โปร่งใส ไม่เป็นฝ้าขุ่นมัวแม้จะอยู่ในที่ ๆ มีอุณหภูมิต่ำ
มีความเหนียวสูง
มีความทนทานต่อสารเคมีส่วนมาก รวมทั้งกรดและด่าง
ดูดซึมน้ำได้ค่อนข้างสูง
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้อยู่ในเกณฑ์ปานกลางจนถึงต่ำ ขึ้นอยู่กับสารเติมแต่งที่ใสลงไป
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดี
ปิกผนึกด้วยความร้อนได้ดีที่อุหภูมิช่วงเดียวกับ LDPE คือ 120 - 175 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิที่เหมาะสมกับการใช้งานไม่เกิน 80 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดนั้นไม่แน่นอนขึ้นกับชนิดของสารพลาสติกที่เติมลงไป
คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิสไตรีน (POLYSTYRENE)
โปร่งใส มีความมันวาว (GPPS จะใสกว่า HIPS เล็กน้อย)
มีความเหนียวอยู่ในเกณฑ์ดี
มีความทนทานต่อสารเคมี โดยเฉพาะพวกกรดและด่าง แต่ถ้าเป็นพวกสารอะไรเมติกและตัวทำละลายจะทนทานได้ต่ำ
ดูดซึมน้ำได้ต่ำ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาในด้านการเปลี่ยนแปลงขนาด
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของน้ำมันพืชได้ดี
ปิดผนึกด้วยความร้อนได้โดยใช้อุณหภูมิในช่วง 135 - 175 องศาเซลเซียส ฟิล์ม PS ซึ่งบางมากอาจมีปัญหาในการปิดผนึกด้วยความร้อน จึงควรใช้กาวหรือตัวทำละลายช่วยเพื่อให้ละลายติดกัน
อุณหูมิที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานอย่างต่อเนื่องของ GPPS ไม่ควรเกิน 87 องศาเซลเซียส และ ของ HIPS ไม่ควรเกิน 82 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดนั้นไม่ควรต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส
มีความคงรูป จึงสามารถเข้าเครื่องพิมพ์ที่มีความเร็วสูงได้ดี
มีความต้านทานต่อการพับต่ำ จึงเป็นรอยพับง่าย และไม่ตื่นตัว
มีความต้านทานต่อสภาพแวดล้อม จึงเก็บได้นานโดยไม่กรอบหรือเปลี่ยนสี
คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิแอไมค์
โปร่งใส
มีควาเหนียวสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถต้านแรงทิ่มทะลุ และแรงดันทะลุได้สูง
มีความคงรูป
มีความทนทานต่อการขัดสีสูง
มีความทนทานต่อสารเคมีจำพวกกรดและตัวทำละลายอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ไม่ทนทานต่อด่าง
ดูดซึมน้ำได้สูง จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของขนาดได้ และไม่ทนทานต่อสภาวะแวดล้อม คือ การขุ่นมัวและเปลี่ยนสีเมื่อเก็บไว้นาน
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นก๊าซออกซเจน ไนโตรเจน ละคาร์บอนไดออกไซด์
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้สูง
ปิดผนึกด้วยความร้อนได้ โดยใช้อุณหภูมิ 130 - 180 องศาเซลเซียส
ทนทานต่ออุณหภูมิทั้งร้อนจัดละเย็นจัด สามารถใช้งานได้ที่อุณหภูมิสูงถึง 160 องศาเซลเซียสและต่ำถึง 40 องศาเซลเซียส
ต้านทานการพับได้สูง
คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิไวนิลลิตินคลอไรด์ (POLYVINYLIDENE CHLORIDE)
โปร่งใส มีความเป็นมันสูง
มีความเหนียวสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติของค่าการต้านแรงดึง และการต้านแรกระแทก
มีความทนทานต่อสารเคมี ยกเว้นด่างก่ เอสเทอร์ และคีโทน
ดูดซึมน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดีมาก (ดีที่สุดใรบรรดาพลาสติกที่ใช้ในการหีบห่อ)
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซและกลิ่นต่าง ๆ ได้ดีมาก
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดี
ปิดผนึกด้วยความร้อนได้ โดยใช้อุณหภูมิ 120 - 150 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิที่เหมาะสมในการใช้งาน ไม่ควรเกิน 135 องศาเซลเซียส และไม่ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส
มีความปลอดภัย สามารถใช้ได้กับอาหารและยา
คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิเอทิลีนเทอร์ฟะทาเอด (POLYETHYLENE TEREPHALATE)
โปร่งใส
มีความเหนียวสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติของค่าการต้านแรงดึง และการต้านแรงกระแทก
มีความทนทานต่อสารเคมีจำพวกกรดและตัวทำละลายอินทรีย์ได้ดี และไม่ทนทานต่อด่าง
ดูดซึมน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดี (ใกล้เคียงกับฟิล์ม LDPE)
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ดีมาก
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดี
ปิดผนึกด้วยความร้อนได้ แต่ต้องใช้อุณหภูมิที่สูงถึง 220 - 230 องศาเซลเซียส
คุณสมบัติ ฟิล์มไอไอโนเมอร์
โปร่งใส
มีความเหนียวสูง โดยมีคุณสมบัติต้านแรงดึง และแรงกระแทกใกล้เคียงกับฟิล์ม LDPE และความต้านทานต่อการทิ่มทะลุได้สูง
ทนทานต่อสารเคมีสูง ไม่ว่าจะเป็นกรด ด่าง หรือตัวทำละลาย
ดูดซึมน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดี
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดี
ปิดผนึกด้วยความร้อนได้ดี ในช่วงอุณหภูมิที่กว้างและต่ำกว่า LDPE คือระหว่าง 115 - 200 องศาเซลเซียส
มีความต้านทานต่อการขัดสีสูง
อุณหภูมิเหมาะสมกับการใช้งาน คือสูงสุดไม่เกิน 70 องศาเซลเซียส แต่ต่ำสุดได้ถึง 70 องศาเซลเซียส
มีความปลอดภัย สามารถใช้กับอาหารได้
คุณสมบัติ ฟิล์มเอทิลีนไวนิลแอลกอฮอล์
โปร่งใส
มีความคงรูป
มีความเหนียวสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าการต้านแรงดึงขาด
ดูดซึมน้ำได้ง่าย
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ดีมาก
เก็บรักษารสชาติ และกลิ่นของผลิตภัณฑ์ไว้ได้ดีมาก
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้สูง
ทนทานต่อรังสีอัลตราไวโอเลต และรังสีอื่นได้ดี
อุณหภูมิในการใช้งานสูงสุดถึง 240 องศาเซลเซียส
เศษที่เหลือจากผลิต (scrap) สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
มีความปลอดภัย สามารถใช้กับอาหารได้
ที่มา  :  http://www.tupack.co.th/knowledge/

1.คุณสมบัติของพลาสติกประเภทต่างๆคืออะไร
   ตอบ พลาสติกแต่ละชนิดประเภท มีหลากหลายคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยสามารถนำไปใช้งานได้ต่างวัตถุประสงค์และความเหมาะสม การพิจารณาเลือกใช้พลาสติกเป็นสิ่งที่สำคัญ ทั้งนี้ควรเลือกพิจารณาจากคุณสมบัติของพลาสติกแต่ละประเภท ดังนี้
poly

2.อุณหภูมิในการใช้งานสูงสุดถึงเท่าไร
   ตอบ 240 องศาเซลเซียส

3.ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้อย่างไร
   ตอบ ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดี

4.ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้อย่างไร
   ตอบ ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ต่ำ 

5.ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้เป็นอย่างไร
   ตอบ ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ดีมาก

คุณสมบัติของโลหะ


คุณสมบัติของโลหะ และการแบ่งชนิดของโลหะ มีอะไรบ้าง?
คุณสมบัติของโลหะ และการแบ่งชนิดของโลหะ มีอะไรบ้าง?
การระบุคุณสมบัติ และแบ่งชนิดของโลหะรวมไปถึงเมทัลลิคนั้น สามารถใช้ธาตุทางเคมีตามตารางธาตุเป็นตัวแบ่งได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโลหะเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติและความสามารถมากมาย ได้แก่ ความสามารถในการทนความร้อนได้ดี มีความมันวาว มีคุณสมบัติในการคงรูปหรือเสียรูปที่อุณหภูมิห้อง และสามารถนำไฟฟ้าได้ จะเห็นได้ว่าคุณสมบัติของโลหะนั้นค่อนข้างมีความแตกต่างและหลากหลาย ทำให้ในปัจจุบันโลหะได้ถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวางในหลายๆ ด้าน โดยที่คุณสมบัติของโลหะสามารถแบ่งออกได้ตามประเภทของโลหะ

คุณสมบัติของโลหะสามารถแยกได้ทั้งหมด 6 ประเภท ดังนี้
คุณสมบัติทางกล (Mechanical properties) ได้แก่ ความแข็ง (Hardness) ความแกร่ง (Strength)
คุณสมบัติความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและความเครียด ได้แก่ โมดูลัสความยืดหยุ่น (Modulus of elasticity)
คุณสมบัติทางเคมี (Chemical properties) ได้แก่ ความทนทานต่อการกัดกร่อน
คุณสมบัติทางไฟฟ้า (Electrical properties) ได้แก่ ความต้านทานทางไฟฟ้า
คุณสมบัติทางความร้อน (Thermal properties) ได้แก่ อุณหภูมิจุดหลอมเหลว
คุณสมบัติอื่นๆ ได้แก่ ความสึกหรอ (Wear) และความหนาแน่น
คุณสมบัติทางกล
สำหรับวิชาโลหะวิทยา คุณสมบัติขั้นพื้นฐานในทางกลนั้นประกอบด้วยความแข็งแกร่ง ความแข็ง และความเหนียว (Ductility) ซึ่งทั้ง 3 คุณสมบัติดังกล่าวเป็นคุณสมบัติที่มีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน โดยที่ค่าความแข็งและความแข็งแกร่งจะแปรผกผันกับค่าความเหนียว กล่าวคือ เมื่อวัสดุมีค่าความเหนียวมาก ค่าความแข็งและความแข็งแกร่งจะลดลง ตรงกันข้ามเมื่อวัสดุมีค่าความแข็งและความแข็งแกร่งมากขึ้น ค่าความเหนียวจะลดลงจนทำให้วัสดุมีความเปราะ (Brittle)

ความแข็ง
ความแข็ง หมายถึงความต้านทานการเสียรูปถาวรของวัสดุ ซึ่งที่วัสดุที่มีค่าความแข็งมากจะมีค่าความแข็งแกร่งมากขึ้นเช่นเดียวกัน หากต้องการให้ค่าความแข็งและความแข็งแกร่งเพิ่มโดยที่ค่าความเหนียวไม่ลดลง สามารถทำได้โดยการเติมส่วนผสมของธาตุลงไปในโลหะหลอมขณะอยู่ในขั้นตอนการหลอมโลหะ วิธีการดังกล่าวสามารถเพิ่มคุณภาพด้านความแข็งและความแข็งแกร่งแก่โลหะได้ โดยที่มีค่าความเหนียวคงที่

ความเหนียวและความเปราะ
ความเหนียวและความเปราะ เป็นคุณสมบัติที่ตรงข้ามกันเสมอ ซึ่งคุณสมบัติทั้งสองดังกล่าวได้ถูกนำมาศึกษาและทดสอบเกี่ยวกับความเหนียวของวัสดุ โดยที่วัสดุที่มีความเหนียว หมายถึงวัสดุที่สามารถยืดได้มากก่อนจะขาดออกจากกัน ส่วนวัสดุที่มีความเปราะหรือมีความเหนียวน้อย หมายถึงวัสดุที่สามารถยืดได้น้อยหรือไม่สามารถยืดได้เลย ก่อนจะขาดออกจากกัน

อโลหะ เป็นวัสดุที่ขาดคุณสมบัติทั่วไปทางองค์ประกอบเคมีของโลหะ จึงมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากโลหะโดยสิ้นเชิง แต่มีโลหะบางชนิดที่สามารถเป็นได้ทั้งโลหะและอโลหะ โลหะเหล่านั้น ได้แก่ คาร์บอน ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ และซิลิคอน

อัลลอยด์ หมายถึงการนำโลหะจำนวนตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมาผสมเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นโลหะที่มีความแตกต่างและหลากหลายทางคุณสมบัติ โดยการสร้างอัลลอยด์ไม่สามารถสร้างขึ้นได้จากธาตุโลหะบริสุทธิ์ เนื่องจากธาตุเหล่านั้นอ่อนแอเกินกว่าจะนำมาใช้งานได้ ดังนั้นอัลลอยด์จึงถูกสร้างตามสูตรที่กำหนดขึ้นเพื่อให้โลหะมีคุณสมบัติเฉพาะ สามารถนำไปใช้งานเฉพาะด้านตามความเหมาะสมได้

เหล็ก ประกอบขึ้นมาจากส่วนประกอบของคาร์บอนจำนวนหนึ่งรวมกับแร่เหล็กผสม และธาตุชนิดอื่นๆ ส่วนอัลลอยด์นั้นประกอบขึ้นจากการผสมกันของโลหะตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ตัวอย่างเช่น ทองเหลือง เกิดจากการนำทองแดงมาผสมสังกะสี และบรอนซ์ เกิดจากการนำทองแดงมาผสมดีบุก ซึ่งบรอนซ์นี้มีคุณสมบัติที่สามารถป้องกัดการกัดกร่อนของน้ำทะเล จึงถูกนำไปใช้งานในด้านการต่อเรือ จะเห็นได้ว่าอัลลอยด์เหล่านี้ไม่ได้มีเพียงความสวยงามเท่านั้น แต่ยังสามารถขึ้นรูปได้ดี จึงถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายในหลากหลายด้าน
ไทเทเนียม เป็นวัสดุที่มีความแข็งแรง มีน้ำหนักเบา มีความหนาแน่นน้อยกว่าเหล็ก และมีคุณสมบัติในการต้านทานการกัดกร่อน ซึ่งคุณสมบัติของไทเทเนี่ยมเหล่านี้เป็นคุณสมบัติที่ดีมากเกิดขึ้นจากการรวมกันของโลหะ จึงถูกนำไปใช้งานในด้านต่างๆ ได้แก่ ไทเทเนียมอัลลอยด์ที่ถูกนำไปใช้ผลิตเรือ ยานอวกาศ อากาศยาน จักรยาน รวมถึงโน๊ตบุ๊คและคอมพิวเตอร์
ทองแดง เป็นวัสดุที่มีความอ่อนตัว และสามารถนำไฟฟ้าที่ดี จึงถูกนำไปใช้งานในการผลิตสายไฟฟ้า
เงินและทอง มีคุณสมบัติทางโลหะที่มีความอ่อนตัว สามารถนำมาแปลงรูปได้ง่าย มีข้อดีคือไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ และด้วยคุณสมบัติที่สามารถนำไฟฟ้าได้และไม่มีวันเสื่อมสลายของทองนั้น ทั้งเงินและทองจึงถูกนำมาทำเป็นเครื่องประดับที่มีราคาสูงอย่างแพร่หลาย รวมทั้งถูกนำไปใช้งานได้หลากหลายด้าน
แร่เหล็กและเหล็ก เป็นวัสดุที่หนักและมีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้มาก จึงถูกนำมาใช้งานในการสร้างสะพาน รวมไปถึงการสร้างอาคารในรูปแบบต่างๆ แต่เหล็กนั้นมีข้อเสียในการใช้งานคือสามารถเกิดสนิมขึ้นได้หากทำปฏิกิริยากับน้ำและอากาศ ซึ่งข้อเสียดังกล่าวก็สามารถทำการป้องกันได้
อลูมิเนียม เป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบา สามารถนำความร้อนได้ดี และนำมาแปลงรูปได้ง่าย ส่วนมากถูกทำมาใช้งานในการทำกระดาษฟอยด์ กระทะ ไปจนถึงการทำโครงสร้างเครื่องบิน
เหล็กชุบสังกะสี หรือเหล็กกล้าไร้สนิม เป็นวัสดุมีคุณสมบัติป้องกันการกัดกร่อน ส่วนแม็กนีเซียมอัลลอยด์ และ อลูมิเนียมอัลลอยด์เป็นวัสดุที่มีความแข็งแกร่ง แต่มีน้ำหนักเบา เหล็กเหล่านี้จึงถูกนำไปใช้กับงานที่แตกต่างกันไปตามคุณสมบัติ
ทองแดง นิกเกิล อัลลอยด์ ได้แก่ โมเนล (Monel) เป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้สำหรับงานที่สภาพแวดล้อมไม่มีแรงแม่เหล็ก และในสภาพแวดล้อมที่มีฤทธิ์การกัดกร่อนสูง
นิกเกิล-เบส ซุปเปอร์อัลลอยด์ ได้แก่ อินโคเนล (Inconel) เป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้สำหรับงานที่ต้องใช้อุณหภูมิสูง ตัวอย่างเช่น หม้อความดัน เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน และเทอร์โบชาจเจอร์


ที่มา :  https://www.chi.co.th/article/article-1024/

1.คุณสมบัติของโลหะสามารถแยกได้ทั้งหมดกี่ประเภท
    ตอบ 6 ประเภท

2.คุณสมบัติของโลหะสามารถแยกได้ทั้งหมด 6 ประเภทอะไรบ้าง
   ตอบ คุณสมบัติทางกล (Mechanical properties) ได้แก่ ความแข็ง (Hardness) ความแกร่ง (Strength)
คุณสมบัติความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและความเครียด ได้แก่ โมดูลัสความยืดหยุ่น (Modulus of elasticity)
คุณสมบัติทางเคมี (Chemical properties) ได้แก่ ความทนทานต่อการกัดกร่อน
คุณสมบัติทางไฟฟ้า (Electrical properties) ได้แก่ ความต้านทานทางไฟฟ้า
คุณสมบัติทางความร้อน (Thermal properties) ได้แก่ อุณหภูมิจุดหลอมเหลว
คุณสมบัติอื่นๆ ได้แก่ ความสึกหรอ (Wear) และความหนาแน่น
คุณสมบัติทางกล

3.ความแข็งคืออะไร
   ตอบ ความต้านทานการเสียรูปถาวรของวัสดุ ซึ่งที่วัสดุที่มีค่าความแข็งมากจะมีค่าความแข็งแกร่งมากขึ้นเช่นเดียวกัน หากต้องการให้ค่าความแข็งและความแข็งแกร่งเพิ่มโดยที่ค่าความเหนียวไม่ลดลง สามารถทำได้โดยการเติมส่วนผสมของธาตุลงไปในโลหะหลอมขณะอยู่ในขั้นตอนการหลอมโลหะ วิธีการดังกล่าวสามารถเพิ่มคุณภาพด้านความแข็งและความแข็งแกร่งแก่โลหะได้ โดยที่มีค่าความเหนียวคงที่

4.ความเหนียวและความเปราะคืออะไร
   ตอบ ความเหนียวและความเปราะ เป็นคุณสมบัติที่ตรงข้ามกันเสมอ ซึ่งคุณสมบัติทั้งสองดังกล่าวได้ถูกนำมาศึกษาและทดสอบเกี่ยวกับความเหนียวของวัสดุ โดยที่วัสดุที่มีความเหนียว หมายถึงวัสดุที่สามารถยืดได้มากก่อนจะขาดออกจากกัน ส่วนวัสดุที่มีความเปราะหรือมีความเหนียวน้อย หมายถึงวัสดุที่สามารถยืดได้น้อยหรือไม่สามารถยืดได้เลย ก่อนจะขาดออกจากกัน

5.อโลหะคืออะไร
   ตอบ เป็นวัสดุที่ขาดคุณสมบัติทั่วไปทางองค์ประกอบเคมีของโลหะ จึงมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากโลหะโดยสิ้นเชิง แต่มีโลหะบางชนิดที่สามารถเป็นได้ทั้งโลหะและอโลหะ โลหะเหล่านั้น ได้แก่ คาร์บอน ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ และซิลิคอน



คุณสมบัติของไม้


คุณสมบัติของไม้
ไม้คือ วัสดุพื้นฐานที่ถูกน ามาใช้ในงานก่อสร้างมาเป็นเวลานานแล้ว ในปัจจุบัน เนื่องจากป่าไม้มีจ านวนลดลงมาก ท าให้ไม้มีราคาแพง ซึ่งเป็นผลท าให้มีการน าวัสดุอื่นๆ เช่น เหล็กและคอนกรีต มาใช้แทนไม้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้ไม้ก็ยังคงเห็นอยู่ได้ทั่วไป โดยเฉพาะในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย เนื่องจากไม้มีความสวยงาม 1. คุณสมบัติของไม้ ไม้เป็นวัสดุธรรมชาติที่มนุษย์น ามาใช้ในการก่อสร้างหลายพันปีมาแล้ว เนื่องจากเป็น วัสดุที่สามารถหาได้ง่ายสะดวกในการประกอบและรื้อถอน โดยในการออกแบบโครงสร้างไม้ นั้น เรื่องที่จ าเป็นต้องทราบเกี่ยวกับคุณสมบัติของไม้นั้นออกเป็น 2 ประเภทคือ คุณสมบัติ ทางฟิสิกข์ และคุณสมบัติทางกลศาสตร์ 1.1. คุณสมบัติทางฟิสิกส์ไม้เป็นอินทร์วัตถุที่ประกอบด้วยสารส าคัญ 2 ชนิดคือ เซลลูโลส(Cellulose) ซึ่งเป็นส่วนผนังของเสี้ยนไม้ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังมีลิกนิน (Lignin) ซึ่งเป็นตัวยึดเสี้ยนไม้เข้าไว้ด้วยกัน มีสัดส่วนประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ และยังมีน้ าตาลและสารประกอบอย่างอื่นอีกประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ 1.2. คุณสมบัติทางกลศาสตร์ในทางวิศวกรรมนั้นต้องพิจารณาถึงกลสมบัติของไม้ที่ จะน ามาก่อสร้างเพื่อให้โครงสร้างนั้นมีความปลอดภัยมากที่สุด โดยกลสมบัติของไม้ที่ส าคัญมี ดังนี้คือ 1.2.1. หน่วยแรงดัด (Bending Stress) 1.2.2. โมดูลัสของการแตกหัก (Modulus of Rupture) 1.2.3. โมดูลัสของการยืดหยุ่น (Modulus of Elasticity) 2 1.2.4. หน่วยแรงอัดขนานเสี้ยน (Compressive Stress Parallel to Grain) 1.2.5. หน่วยแรงอัดตั้งฉากเสี้ยน (Compressive Stress Perpendicular to Grain) 1.2.6. หน่วยแรงดึงขนานเสี้ยน (Tensile Strss Parallel to Grain) 1.2.7. หน่วยแรงเฉือนขนานเสี้ยน (Shearing Stress Parallel to Grain) 1.2.8. ความแข็ง (Hardness) 2. ไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็ง ไม้เนื้อแข็ง คือ ไม้ที่มีน้ าหนักมาก ความถ่วงจ าเพาะสูง มีกลสมบัติดี และมีความ ทนทานสูง ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกใช้เป็นส่วนส าคัญของงานโครงสร้าง ไม้เนื้ออ่อน คือ ไม้ที่มีน้ าหนักเบากว่า ความถ่วงจ าเพาะน้อยกว่า กลสมบัติต่ ากว่า และ ไม่มีความทนทาน ยกเว้นได้รับการอาบน้ ายา ดังนั้นจึงถูกเลือกไปใช้งานในส่วนที่ไม่ส าคัญ ของโครงสร้าง หรือโครงสร้างที่ใช้งานชั่วคราว 3. ข้อมูลทั่วไปของพรรณไม้ 3.1. ชื่อสามัญ : เป็นชื่อที่เรียกชื่อไม้ตามปกติ เช่น เต็ง รัง แดง ประดู่ เป็นต้น 3.2. ชื่อการค้า : เป็นชื่อที่ใช้เรียกเป็นการค้าที่ส่งไม้เป็นสินค้าออก ส่วนใหญ่จะ เรียกชื่อตาม 3.3. ชื่อสามัญ หรือเรียกชื่อตามลักษณะเด่นของไม้ เช่น “Rosewood” คือ ไม้ พะยูง ไม้ชิงชัน “Ironwood” คือไม้แดง 3.4. ชื่อพฤกษศาสตร์ : เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้เป็นชื่อสากล ซึ่งเป็นชื่อที่ได้จากการ จัดจ าแนกชนิดพันธุ์ไม้ 3 3.5. วงศ์ : เป็นกลุ่มของการจ าแนกพันธุ์ไม้ โดยถือหลักตามการจ าแนกทาง อนุกรมวิธาน (taxonomic classification) 3.6. ถิ่นก าเนิด : เป็นแหล่งกระจายพันธุ์ ตามสภาพป่าที่เกิดขึ้นอยู่ 3.7. ลักษณะของเนื้อไม้ : เป็นลักษณะที่มองเห็นเนื้อไม้ด้วยตาเปล่า ได้แก่ สีของเนื้อ ไม้ แก่นกระพี้ ลักษณะของ เสี้ยนและความหยาบ – ละเอียดของเนื้อไม้ 3.8. ชั้นคุณสมบัติ : เป็นการจัดชั้นตามคุณภาพของเนื้อไม้ มี 4 ชั้น ได้แก่ ชั้น A ,B ,C, และ S ( ชั้น S หมายถึง ไม้เนื้ออ่อน ซึ่งเป็นการจ าแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ) ตารางที่ 1 เกณฑ์ชั้นความแข็งแรงของเนื้อไม้จากค่ากลสมบัติ และชั้นความทนทานตาม ธรรมชาติ ตามไม้เนื้อแข็งของประเทศไทย ชั้นคุณภาพ ชั้นความ แข็งแรงของ ชั้นความทนทานตาม ธรรมชาติ เนื้อไม้จากค่ากล สมบัติ (ปี) A (ไม้ชั้นคุณภาพดี) A สูงกว่า 6 B (ไม้ชั้นคุณภาพปาน กลาง) B 2 - 6 C (ไม้คุณภาพต่ า) C ต่ ากว่า 2 S (ไม้เนื้ออ่อนตาม ลักษณะทาง พฤกษศาสตร์) ที่มา: ณรงค์ โทณานนท์ และคณะ (2528) 4 3.9. ลักษณะทางกายวิภาค : เป็นลักษณะทางโครงสร้างของเซลล์เนื้อไม้ ที่เห็นได้ด้วย แว่นขยายก าลัง 10-20 เท่า เพื่อใช้ในการตรวจพิสูจน์ชนิดไม้ 3.10. กายสมบัติ : เป็นค่าความแน่นของเนื้อไม้ที่ความชื้น 12% การหดตัวจากสภาพ สดจนถึงความชื้นที่กระแสอากาศ ( 12% MC ) ตามปริมาณความชื้นการหดตัว ความ ถ่วงจ าเพาะและช่องว่างในไม้ไทย เลขที่ ร. 147 พ.ศ. 2517 โดยพงศ์ โสโนและคณะ 3.11. กลสมบัติ : เป็นการจัดชั้นความแข็งแรงของเนื้อไม้ มี 3 ชั้น ได้แก่ A, B, และ C ตารางที่ 2 เกณฑ์ความแข็งแรงประลัยของการตัดสถิต (M.O.R. ของแงดัดสถิตย์) และค่า ความ แข็งแรงอัดสูงสุด ของการอัดขนานเสี้ยน ตามกลสมบัติของไม้ไทย ชั้นความแข็งแรง ของ ความแข็งแรงประลัย ของการดัด ความแข็งแรงอัดสูงสุด ของ เนื้อไม้ สถิต (M.O.R. ของแรง ดัดสถิตย์) การอัดขนานเสี้ยน (N/mm.2) (N/mm.2) A (ความแข็งแรงสูง) สูงกว่า 95 สูงกว่า 51 B (ความแข็งแรง ปานกลาง) 60.0-94.9 35-50.9 C (ความแข็งแรงต่ า) ต่ ากว่า 60.0 ต่ ากว่า 35.0 หมายเหตุเป็นค่าความชื้นที่ 12% ที่มา: พงศ์ โสโน และ คณะ (2516) 5 3.12. ความทนทานตามธรรมชาติ: เป็นการจัดชั้นความทนทานตามธรรมชาติ โดยได้ จากการทดลองภายใต้สภาวะธรรมชาติของดินฟ้าอากาศในแปลงทดลองกลางแจ้ง ตามภาค ต่างๆ ของประเทศ ใช้ไม้ตัวอย่างที่ปราศจากต าหนิ ขนาด 5 x 5 x 50 เซนติเมตร ความชื้น เฉลี่ยไม่เกิน 20 % และปักลงดิน 25 เซนติเมตร มี 4 ชั้น ได้แก่ 1.) ความทนทานต่ า ( 10 ปี) 3.13. คุณสมบัติการใช้งาน : เป็นการจัดชั้นคุณสมบัติที่มีผลกับเครื่องมือการใช้งาน ต่างๆ ซึ่งมีคุณสมบัติ 6 ด้านได้แก่ การเลื่อย การไส การเจาะ การกลึง การยึด เหนี่ยวตะปู และการขัดเงา 3.14. การใช้ประโยชน์ : เป็นการน าเนื้อไม้ไปใช้งานชนิดต่างๆ เช่น เป็นโครงสร้าง อาคารเฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือ เครื่องใช้ เป็นต้น โดยพิจารณาจากความเหมาะสมและความ นิยมนอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์นอกเหนือจากเนื้อไม้ (ประโยชน์ทางอ้อม) เช่นสมุนไพร สีย้อมผ้า ชัน ยาง เป็นต้น

1.ไม้คืออะไร
     ตอบ วัสดุพื้นฐานที่ถูกน ามาใช้ในงานก่อสร้างมาเป็นเวลานานแล้ว ในปัจจุบัน เนื่องจากป่าไม้มีจ านวนลดลงมาก ท าให้ไม้มีราคาแพง ซึ่งเป็นผลท าให้มีการน าวัสดุอื่นๆ เช่น เหล็กและคอนกรีต มาใช้แทนไม้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้ไม้ก็ยังคงเห็นอยู่ได้ทั่วไป โดยเฉพาะในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย เนื่องจากไม้มีความสวยงาม

2.คุณสมบัติของไม้คืออะไร
   ตอบ ไม้เป็นวัสดุธรรมชาติที่มนุษย์น ามาใช้ในการก่อสร้างหลายพันปีมาแล้ว เนื่องจากเป็น วัสดุที่สามารถหาได้ง่ายสะดวกในการประกอบและรื้อถอน โดยในการออกแบบโครงสร้างไม้ นั้น เรื่องที่จ าเป็นต้องทราบเกี่ยวกับคุณสมบัติของไม้นั้นออกเป็น

3.ประเภทของไม้คือ
   ตอบ คุณสมบัติ ทางฟิสิกข์ และคุณสมบัติทางกลศาสตร์

4.ข้อมูลทั่วไปของพรรณไม้มีอะไรบ้าง
   ตอบ 3.1. ชื่อสามัญ : เป็นชื่อที่เรียกชื่อไม้ตามปกติ เช่น เต็ง รัง แดง ประดู่ เป็นต้น 3.2. ชื่อการค้า : เป็นชื่อที่ใช้เรียกเป็นการค้าที่ส่งไม้เป็นสินค้าออก ส่วนใหญ่จะ เรียกชื่อตาม 3.3. ชื่อสามัญ หรือเรียกชื่อตามลักษณะเด่นของไม้ เช่น “Rosewood” คือ ไม้ พะยูง ไม้ชิงชัน “Ironwood” คือไม้แดง 3.4. ชื่อพฤกษศาสตร์ : เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้เป็นชื่อสากล ซึ่งเป็นชื่อที่ได้จากการ จัดจ าแนกชนิดพันธุ์ไม้ 3 3.5. วงศ์ : เป็นกลุ่มของการจ าแนกพันธุ์ไม้ โดยถือหลักตามการจ าแนกทาง อนุกรมวิธาน (taxonomic classification) 3.6. ถิ่นก าเนิด : เป็นแหล่งกระจายพันธุ์ ตามสภาพป่าที่เกิดขึ้นอยู่ 3.7. ลักษณะของเนื้อไม้ : เป็นลักษณะที่มองเห็นเนื้อไม้ด้วยตาเปล่า ได้แก่ สีของเนื้อ ไม้ แก่นกระพี้ ลักษณะของ เสี้ยนและความหยาบ – ละเอียดของเนื้อไม้ 3.8. ชั้นคุณสมบัติ

5.เนื้อไม้มีกี่ชั้น อะไรบ้าง
   ตอบ มี ชั้น ได้แก่ ชั้น A ,B ,C, และ S

องค์ประกอบของระบบเทคโนโลยี


ระบบเทคโนโลยี (TECHNOLOGICAL SYSTEM) มีกี่อะไรบ้าง

Standard

ระบบเทคโนโลยี (Technological system)

technosystem

แผนภาพแสดงระบบเทคโนโลยี(Technological System)
ระบบเทคโนโลยี(Technological System)  ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่
1. ตัวป้อน(Input) 
คือ ความต้องการของมนุษย์ (Need,Want)หรือปัญหาที่ต้องการหาคำตอบเช่นความต้องการที่อยู่อาศัยเครื่องนุ่งห่มอาหารยารักษาโรค
2. กระบวนการ(Process)
คือ ขั้นตอนการแก้ปัญหาหรือตอบสนองต่อความต้องการ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Change) ทรัพยากรให้เป็นผลผลิต หรือผลลัพธ์ ขั้นตอนของกระบวนการจะประกอบด้วย กำหนดปัญหาหรือความต้องการ , รวบรวมข้อมูลเพิ่อแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ ,  เลือกวิธีการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ, ออกแบบและปฏิบัติการ, ทดสอบ  ,ปรับปรุงแก้ไข ,  ประเมินผล
3. ผลผลิตหรือผลลัพธ์ (Output or Outcome)
สิ่งที่ออกมาจากกระบวนการของระบบ ซึ่งสามารถตอบสนองต่อตัวป้อนในระบบเทคโนโลยี เช่น สิ่งของเครื่องใช้ วิธีการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการของมนุษย์
4.ทรัพยากรทางเทคโนโลยี
ทรัพยากรทางเทคโนโลยี (Resources) เป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการดำเนินงานของระบบ ได้แก่ คน (People) , ข้อมูลและสารสนเทศ (Data and Information)  ,   วัสดุ (Materials) ,  เครื่องมือและอุปกรณ์ (Machines and Tools) ,  พลังงาน (Energy) ,  ทุน (Capital) หรือทรัพย์สิน (Asset) ,  เวลา (Time)
5.ปัจจัยที่ขัดขวางต่อเทคโนโลยี (Constraints)
เป็นข้อจำกัด  ข้อพิจารณาหรือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงซึ่งจะทำให้ระบบทำงานได้มากน้อยต่างกัน เช่น สภาพอากาศ  ,วัฒนธรรมของสังคม ,ความเชื่อ, ความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละบุคคล เป็นต้น ตัวอย่างของสถานการณ์ที่มีปัจจัยขัดขวางทางเทคโนโลยี
อ้างอิงจาก :  http://designtechnology.ipst.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=126&Itemid=107

1.ตัวป้อนคืออะไร
   ตอบ ความต้องการของมนุษย์ (Need,Want)หรือปัญหาที่ต้องการหาคำตอบเช่นความต้องการที่อยู่อาศัยเครื่องนุ่งห่มอาหารยารักษาโรค
2.กระบวนการคืออะไร
   ตอบ ขั้นตอนการแก้ปัญหาหรือตอบสนองต่อความต้องการ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Change) ทรัพยากรให้เป็นผลผลิต หรือผลลัพธ์ ขั้นตอนของกระบวนการจะประกอบด้วย กำหนดปัญหาหรือความต้องการ , รวบรวมข้อมูลเพิ่อแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ ,  เลือกวิธีการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ, ออกแบบและปฏิบัติการ, ทดสอบ  ,ปรับปรุงแก้ไข ,  ประเมินผล

3.ผลผลิตหรือผลลัพธ์คืออะไร
   ตอบ สิ่งที่ออกมาจากกระบวนการของระบบ ซึ่งสามารถตอบสนองต่อตัวป้อนในระบบเทคโนโลยี เช่น สิ่งของเครื่องใช้ วิธีการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการของมนุษย์

4.ทรัพยากรทางเทคโนโลยีคืออะไร
    ตอบ ทรัพยากรทางเทคโนโลยี (Resources) เป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการดำเนินงานของระบบ ได้แก่ คน (People) , ข้อมูลและสารสนเทศ (Data and Information)  ,   วัสดุ (Materials) ,  เครื่องมือและอุปกรณ์ (Machines and Tools) ,  พลังงาน (Energy) ,  ทุน (Capital) หรือทรัพย์สิน (Asset) ,  เวลา (Time)

5.ปัจจัยที่ขัดขวางต่อเทคโนโลยีคืออะไร
   ตอบ เป็นข้อจำกัด  ข้อพิจารณาหรือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงซึ่งจะทำให้ระบบทำงานได้มากน้อยต่างกัน เช่น สภาพอากาศ  ,วัฒนธรรมของสังคม ,ความเชื่อ, ความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละบุคคล เป็นต้น ตัวอย่างของสถานการณ์ที่มีปัจจัยขัดขวางทางเทคโนโลยี

ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนเเปลงทางเทคโนโลยี

ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น นอกจากเป็นปัจจัยที่มีผลในทางบวก อันเป็นปัจจัยในการสร้างความเจริญเติบโตให้สังคมแล้ว อีกด้านหนึ่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ยังมีผลกระทบต่อสังคมในทางลบที่เป็นลูกโซ่ตามมาด้วย ดังตัวอยางต่อไปนี้คือ

ผลกระทบต่อชุมชน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มนุษย์มีส่วนร่วมในสังคมลดน้อยลง ความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน มีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านหายไป เพราะมนุษย์ทุกคนสามารถพึ่งตนเองได้

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้เกิดเทคโนโลยีที่ใช้แรงงานคนน้อยลง ผู้ที่มีทุนมากอาจนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งานทั้งหมดเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้น ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กหดลงแต่ในทางตรงกันข้ามการที่แต่ละคนสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่มีขนาดเล็กอาจจะทำให้เขากลายเป็นนายทุนอิสระ หรือรวมตัวเป็นสหกรณ์เจ้าของเทคโนโลยีร่วมกัน และอาจทำให้เกิดองค์กรทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้

ผลกระทบด้านจิตวิทยา ความเจริญทางเทคโนเลยีที่เพิ่มขึ้นในเครื่องมือสื่อสารทำให้มนุษย์มีการติดต่อสื่อสารผ่านทางจออิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น จึงทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์ต้องแบ่งแยกเป็น ความสัมพันธ์อันแท้จริงโดยการสื่อสารกันตัวต่อตัวที่บ้านกับความสัมพันธ์ผ่านจออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีผลให้ความรู้สึกนึกคิดในความเป็นมนุษย์เปลี่ยนไป

ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีบางตัวมีผล กระทบต่อสภาพแวดล้อมด้วย นอกจากนี้การสร้างเทคโนโลยีการผลิตมากขึ้น มีผลทำให้มีการขุดค้นพลังงานธรรมชาติมาใช้ได้มากขึ้นและเร็วขึ้น เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในทางอ้อมและการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น โดยปราศจากทิศทางการดูแลที่เหมาะสมจะทำให้สิ่งแวดล้อม อาทิ แม่น้ำ พื้นดิน อากาศ เกิดมลภาวะมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบทางด้านการศึกษา นวัตกรรมทางการศึกษามีลักษณะตามธรรมชาติที่เป็นสิ่งใหม่ ดังนั้นในความใหม่จึงอาจทำให้ทั้งครู และผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่นนักเทคโนโลยีทางการศึกษา ผู้บริหารการศึกษา อาจตั้งข้อสงสัยและไม่แน่ใจว่า จะมีความพร้อมที่จะนำมาใช้เมื่อใด และเมื่อใช้แล้วจะทำให้เกิดผลสำเร็จมากน้อยอย่างไร แต่นวัตกรรมก็ยังมีเสน่ห์ในการดึงดูดความสนใจ เกิดการตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของมนุษย์ หรือ อาจเกิดผลในเชิงตรงข้าม คือกลัวและไม่กล้าเข้ามาสัมผัสสิ่งใหม่ เพราะเกิดความไม่แน่ใจว่าจะทำให้เกิดความเสียหาย หรือใช้เป็นหรือไม่ ครูในฐานะผู้ใช้นวัตกรรมโดยตรงจึงต้องมีความตื่นตัวและหมั่นติดตามความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ ให้ทันตามความก้าวหน้า และเลือกนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับสถานภาพและสิ่งแวดล้อมของตนเอง การหมั่นศึกษา และติดตามความรู้วิทยาการใหม่ ๆ ให้ทันจะช่วยทำให้การตัดสินใจนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อการศึกษา สามารถทำได้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพและลดการเสี่ยงและความสั้นเปลืองงบประมาณและเวลาได้มากที่สุด

สุดท้าย จะต้องมีกระบวนการในการตรวจสอบการใช้นวัตกรรมนั้น ๆ ว่า มีความเหมาะสม มีข้อบกพร่องและแนวทางปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ทั้งโดยการสังเกต การใช้แบบทดสอบเพื่อตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนอยู่เสมอ ก็จะทำให้เราเชื่อแน่ได้ว่าการใช้นวัตกรรมนั้นมีประสิทธิภาพสูงสุด

2) การแพร่กระจายเป็นลักษณะเฉพาะของการสื่อสารแบบหนึ่งการแพร่กระจายนั้นมีลักษณะพิเศษในประเด็นที่ข่าวสาร (messages)
มีความเกี่ยวข้องกับความคิดใหม่ ๆ เนื่องจากการสือสารเป็นกระบวนการที่ผู้มีส่วนร่วมเป็นผู้สร้างข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบุคคลอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันขึ้น ดังนั้นการสื่อสารจึงเป็นกระบวนการในการทำให้เกิดการบรรจบกัน (convergence) ของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปในการแลกเปลี่ยนข่าวสาร เพื่อให้เข้าใจความหมายได้ตรงกัน การสื่อสารเป็นกระบวนการสองทางของการบรรจบกัน (two-way process of convergence) ด้วยเหตุนี้กระบวนการทางการสื่อสารของมนุษย์จึงนำมาใช้ในการอธิบาย เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการแพร่กระจายได้ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent) หาทางชักจูงใจให้เป้าหมาย (client) ยอมรับนวัตกรรมเมื่อเรามองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการยอมรับ และสิ่งที่เกิดตามมาเราจะเห็นได้ว่าเหตุการณ์นั้นเป็นเพียงบางส่วนของกระบวนการทั้งหมดในการแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างบุคคลสองคนเช่นผู้ที่เป็นผู้รับ (client) อาจจะพบผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent) พร้อมด้วยปัญหาและความต้องการของเขา และนวัตกรรมเป็นสิ่งที่น่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหานี้ได้ ดังนั้นเมื่อเรามองการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้นำการเปลี่ยนแปลงและผู้รับในมุมกว้างก็จะเห็นว่าการมีปฏิสัมพันธ์จะมีความต่อเนื่องไปหลายๆ วงจร ซึ่งความจริงก็คือกระบวนการของการแลกเปลี่ยนข่าวสารนั่นเอง

3) ความใหม่ของนวัตกรรมคือระดับของความไม่แน่ใจ (uncertainty)
Rogers อธิบายว่า ในการติดต่อสื่อสารนวัตกรรมที่เป็นความคิดใหม่ ๆ นั้น ความใหม่ของความคิดในเนื้อหาของข่าวสารจะมีลักษณะเฉพาะคือ ความใหม่ หมายถึงระดับของความไม่แน่ใจ (uncertainty) ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมนั้น (newness means that some degree of uncertainty is involved) ความไม่แน่ใจจะมีระดับของตัวเลือกที่สามารถรับรู้ในเหตุการณ์นั้น ๆ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่สัมพันธ์กับตัวเลือกนั้น ข่าวสาร (information) เป็นความแตกต่างในพลังงานสาร (matter-energy) ซึ่งกระทบต่อความไม่แน่ใจในสถานการณ์หนึ่ง ๆ ที่ซึ่งมีตัวเลือกปรากฎอยู่หลายตัวเลือก

ตัวอย่างของนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับความไม่แน่ใจ เช่น นวัตกรรมเกี่ยวกับการใช้เครื่องทำน้ำร้อนพลังแสงอาทิตย์ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์และวิธีการทำงานของเครื่องดังกล่าว ตลอดจนการเพิ่มราคาของน้ำมันในอนาคต มีส่วนช่วยลดความไม่แน่ใจของนวัตกรรมลงไประดับหนึ่ง เนื่องจากผลของการสื่อสารจึงทำให้เกิดการยอมรับเครื่องทำน้ำร้อนพลังแสงอาทิตย์ ความคิดรวบยอดนี้ช่วยให้เราเข้าใจเกี่ยวกับการแพร่กระจายของนวัตกรรมในรูปแบบของกระบวนการติดต่อสื่อสารมากยิ่งขึ้น

ท่ี่มา  https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/innovation_and_technology_education/23.html

1.ผลกระทบต่อชุมชนหมายถึงอะไร
   ตอบ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มนุษย์มีส่วนร่วมในสังคมลดน้อยลง ความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน มีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านหายไป เพราะมนุษย์ทุกคนสามารถพึ่งตนเองได้

2.ผลกระทบต่อเศรษฐกิจหมายถึงอะไร
   ตอบ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้เกิดเทคโนโลยีที่ใช้แรงงานคนน้อยลง ผู้ที่มีทุนมากอาจนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งานทั้งหมดเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้น ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กหดลงแต่ในทางตรงกันข้ามการที่แต่ละคนสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่มีขนาดเล็กอาจจะทำให้เขากลายเป็นนายทุนอิสระ หรือรวมตัวเป็นสหกรณ์เจ้าของเทคโนโลยีร่วมกัน และอาจทำให้เกิดองค์กรทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้

3.ผลกระทบด้านจิตวิทยาหมายถึงอะไร
   ตอบ ความเจริญทางเทคโนเลยีที่เพิ่มขึ้นในเครื่องมือสื่อสารทำให้มนุษย์มีการติดต่อสื่อสารผ่านทางจออิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น จึงทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์ต้องแบ่งแยกเป็น ความสัมพันธ์อันแท้จริงโดยการสื่อสารกันตัวต่อตัวที่บ้านกับความสัมพันธ์ผ่านจออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีผลให้ความรู้สึกนึกคิดในความเป็นมนุษย์เปลี่ยนไป

4.ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมหมายถึงอะไร
   ตอบ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีบางตัวมีผล กระทบต่อสภาพแวดล้อมด้วย นอกจากนี้การสร้างเทคโนโลยีการผลิตมากขึ้น มีผลทำให้มีการขุดค้นพลังงานธรรมชาติมาใช้ได้มากขึ้นและเร็วขึ้น เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในทางอ้อมและการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น โดยปราศจากทิศทางการดูแลที่เหมาะสมจะทำให้สิ่งแวดล้อม อาทิ แม่น้ำ พื้นดิน อากาศ เกิดมลภาวะมากยิ่งขึ้น

5.ผลกระทบทางด้านการศึกษาหมายถึงอะไร
   ตอบ นวัตกรรมทางการศึกษามีลักษณะตามธรรมชาติที่เป็นสิ่งใหม่ ดังนั้นในความใหม่จึงอาจทำให้ทั้งครู และผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่นนักเทคโนโลยีทางการศึกษา ผู้บริหารการศึกษา อาจตั้งข้อสงสัยและไม่แน่ใจว่า จะมีความพร้อมที่จะนำมาใช้เมื่อใด และเมื่อใช้แล้วจะทำให้เกิดผลสำเร็จมากน้อยอย่างไร แต่นวัตกรรมก็ยังมีเสน่ห์ในการดึงดูดความสนใจ เกิดการตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของมนุษย์ หรือ อาจเกิดผลในเชิงตรงข้าม คือกลัวและไม่กล้าเข้ามาสัมผัสสิ่งใหม่ เพราะเกิดความไม่แน่ใจว่าจะทำให้เกิดความเสียหาย หรือใช้เป็นหรือไม่ ครูในฐานะผู้ใช้นวัตกรรมโดยตรงจึงต้องมีความตื่นตัวและหมั่นติดตามความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ ให้ทันตามความก้าวหน้า และเลือกนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับสถานภาพและสิ่งแวดล้อมของตนเอง การหมั่นศึกษา และติดตามความรู้วิทยาการใหม่ ๆ ให้ทันจะช่วยทำให้การตัดสินใจนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อการศึกษา สามารถทำได้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพและลดการเสี่ยงและความสั้นเปลืองงบประมาณและเวลาได้มากที่สุด